Hybrid Working คืออะไร? ทำไมหลายองค์กรเริ่มให้ความสำคัญ

hybrid working

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รูปแบบการทำงานขององค์กรทั่วโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากแรงขับเคลื่อนทั้งด้านเทคโนโลยี ความคาดหวังของพนักงาน และเหตุการณ์ระดับโลกที่เร่งให้เกิดการทำงานนอกสถานที่ องค์กรจึงต้องปรับตัวจากรูปแบบการทำงานแบบเดิม ไปสู่โมเดลที่มีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์การทำงานได้หลากหลายมากขึ้น

Hybrid Working จึงกลายเป็นแนวทางสำคัญที่ผสานการทำงานในออฟฟิศเข้ากับการทำงานจากสถานที่อื่น เช่น ที่บ้าน หรือ Co-working Space โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทั้งประสิทธิภาพการทำงาน ความคล่องตัวขององค์กร และประสบการณ์ที่ดีของพนักงานในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ Hybrid Working ไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดนโยบายการทำงานเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมในหลายมิติ ทั้งด้านพื้นที่ทำงาน เทคโนโลยี และรูปแบบการบริหารจัดการองค์กร ซึ่งบทความนี้จะช่วยสรุปแนวคิดสำคัญและแนวทางการปรับใช้ Hybrid Working ให้เหมาะกับองค์กรของคุณ

HIGHLIGHTS:

  • Hybrid Working คือรูปแบบการทำงานที่ผสานการทำงานในออฟฟิศและการทำงานระยะไกล (Remote Working) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและรองรับพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนไปขององค์กรยุคใหม่ 
  • ข้อดีของ Hybrid Working คือช่วยให้องค์กรบริหารพื้นที่และเวลาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดเวลาเดินทาง เพิ่มความคล่องตัว และสนับสนุนประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน 
  • ข้อจำกัดของ Hybrid Working ที่องค์กรควรพิจารณา คือการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการรักษาวัฒนธรรมองค์กรให้ต่อเนื่อง แม้ทีมจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เดียวกันตลอดเวลา 
  • การปรับองค์กรสู่ Hybrid Workplace ควรให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่น พร้อมเลือกเฟอร์นิเจอร์สำนักงานที่รองรับการทำงานได้หลายรูปแบบ ทั้งการโฟกัส การประชุม และการทำงานร่วมกัน
  • เทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน Hybrid Working ช่วยให้การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการบริหารจัดการเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ว่าจะทำงานจากที่ใด

สารบัญบทความ 

Hybrid Working คืออะไร?

ทำงานแบบ Hybrid คือ

การทำงานแบบ Hybrid Working คือรูปแบบการทำงานที่เป็นมากกว่าแค่การสลับที่ทำงาน แต่เป็นการผสานการทำงานในออฟฟิศเข้ากับการทำงานจากระยะไกลอย่างลงตัว โดยมีแก่นสำคัญอยู่ที่การมอบอิสระให้พนักงานเลือกสถานที่ปฏิบัติงานที่เหมาะสมกับลักษณะงานในแต่ละวัน พร้อมใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงการสื่อสารและการทำงานร่วมกันให้ราบรื่น 

ทำไมองค์กรยุคใหม่ถึงหันมาใช้ Hybrid Working มากขึ้น?

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนทำงานยุคดิจิทัล เป็นตัวเร่งให้องค์กรต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พนักงานในปัจจุบันมองหาความยืดหยุ่นและอิสระในการบริหารจัดการเวลาของตนเอง เริ่มมองหารูปแบบการทำงานแบบ Work From Anywhere หรือการทำงานแบบ Hybrid Working กันมากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระดับความพึงพอใจและประสิทธิภาพในการทำงาน

เมื่อองค์กรเปิดโอกาสให้พนักงานเลือกสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้สมาธิได้เอง ผลลัพธ์ที่ได้คือชิ้นงานที่มีคุณภาพสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ฝั่งผู้บริหารก็สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพื้นที่สำนักงานลงได้อย่างมหาศาล และเปลี่ยนออฟฟิศให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการทำงานร่วมกัน (Collaboration Hub) อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ นโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่นยังกลายเป็น “แม่เหล็ก” ชั้นดีในการดึงดูดคนเก่ง (Talent) เข้ามาร่วมงาน เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในคุณภาพชีวิตและ Work-Life Balance ของพนักงานนั่นเอง

Hybrid Working มีกี่รูปแบบ?

การนำ Hybrid Working ไปปรับใช้ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวที่เหมาะกับทุกบริษัท แต่ละองค์กรจำเป็นต้องเลือกโมเดลที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและลักษณะธุรกิจของตนเองมากที่สุด โดยทั่วไปเราสามารถแบ่งรูปแบบการทำงานผสมผสานออกเป็น 4 แนวทางหลัก ซึ่งแต่ละแบบก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ ดังนี้ 

การทำงานแบบกำหนดวันตายตัว (Fixed Hybrid)

Hybrid Working รูปแบบนี้องค์กรจะกำหนดวันเข้าออฟฟิศและวันทำงานจากระยะไกลไว้อย่างชัดเจน  เช่น เข้าออฟฟิศทุกวันอังคารและพฤหัสบดี ส่วนวันอื่นสามารถทำงานจากที่บ้านได้ รูปแบบนี้ช่วยให้ทีมสามารถวางแผนการประชุมและการทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ในขณะเดียวกันยังคงมีความยืดหยุ่นสำหรับการทำงานที่ต้องใช้สมาธิในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ข้อดี:

  • ความชัดเจนและคาดการณ์ได้: พนักงานทราบตารางการทำงานที่แน่นอน ทำให้วางแผนชีวิตส่วนตัวและการทำงานได้ง่าย
  • ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน: การกำหนดวันเข้าออฟฟิศช่วยให้ทีมมีโอกาสพบปะและทำงานร่วมกันแบบตัวต่อตัว ซึ่งส่งเสริมการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
  • บริหารจัดการพื้นที่ได้ง่าย: องค์กรสามารถบริหารจัดการการใช้พื้นที่สำนักงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากจำนวนพนักงานที่เข้าออฟฟิศในแต่ละวันค่อนข้างคงที่

ข้อจำกัด:

  • ความยืดหยุ่นน้อยกว่า: พนักงานมีอิสระในการเลือกสถานที่ทำงานน้อยกว่ารูปแบบอื่น ๆ อาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการส่วนบุคคลที่หลากหลาย
  • อาจไม่เหมาะกับทุกบทบาท: บางบทบาทที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง หรือมีลักษณะงานที่สามารถทำจากที่ใดก็ได้ อาจรู้สึกถูกจำกัด

การทำงานแบบยืดหยุ่น (Flexible Hybrid)

Flexible Hybrid เปิดโอกาสให้พนักงานเลือกสถานที่ทำงานได้ตามความเหมาะสมของลักษณะงานและตารางเวลา โดยองค์กรอาจกำหนดเพียงแนวทางกว้าง ๆ เช่น การเข้าออฟฟิศขั้นต่ำต่อสัปดาห์ รูปแบบนี้จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน และเหมาะกับองค์กรที่ต้องการสนับสนุนรูปแบบการทำงานที่หลากหลาย พร้อมปรับการใช้พื้นที่ให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง

ข้อดี:

  • ความยืดหยุ่นสูงสุด: พนักงานมีอิสระในการตัดสินใจเลือกสถานที่ทำงานตามความเหมาะสมของงานและชีวิตส่วนตัว ซึ่งช่วยเพิ่มความพึงพอใจและ Work-Life Balance
  • ดึงดูดบุคลากรคุณภาพ: รูปแบบนี้เป็นที่ต้องการของพนักงานยุคใหม่ ทำให้องค์กรสามารถดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถได้ง่ายขึ้น
  • ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ดี: องค์กรสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานได้ง่ายเมื่อมีสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น

ข้อจำกัด:

  • การบริหารจัดการที่ซับซ้อน: องค์กรต้องมีระบบการจัดการที่ยืดหยุ่นและเครื่องมือที่เหมาะสม เพื่อรองรับการทำงานที่หลากหลายและไม่แน่นอน
  • ความท้าทายในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร: การที่พนักงานไม่ได้เข้าออฟฟิศพร้อมกันบ่อยครั้ง อาจทำให้การสร้างความผูกพันและวัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องที่ท้าทาย

การทำงานแบบ Remote-First

Remote-First เป็นรูปแบบที่ให้น้ำหนักกับการทำงานจากระยะไกลเป็นหลัก โดยพนักงานส่วนใหญ่ทำงานจากที่บ้านหรือสถานที่อื่น และเข้าออฟฟิศเฉพาะเมื่อจำเป็น เช่น การประชุมหรือกิจกรรมสำคัญของทีม รูปแบบนี้ช่วยลดต้นทุนด้านพื้นที่สำนักงาน และเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถเข้าถึงบุคลากรจากหลากหลายพื้นที่ได้มากขึ้น

ข้อดี:

  • เข้าถึง Talent ได้ทั่วโลก: องค์กรไม่ถูกจำกัดด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ทำให้สามารถจ้างบุคลากรที่มีความสามารถจากทั่วโลกได้
  • ลดต้นทุนสำนักงาน: สามารถลดขนาดหรือยกเลิกพื้นที่สำนักงานได้ ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจำนวนมาก
  • ความยืดหยุ่นสูงสุดสำหรับพนักงาน: พนักงานสามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ที่พวกเขารู้สึกมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ข้อจำกัด:

  • ความท้าทายในการสื่อสารและทำงานร่วมกัน: การสื่อสารส่วนใหญ่เป็นแบบออนไลน์ อาจขาดความเข้าใจในบริบทและปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัว
  • ความรู้สึกโดดเดี่ยว: พนักงานบางคนอาจรู้สึกโดดเดี่ยวหรือขาดการเชื่อมโยงกับเพื่อนร่วมงานและองค์กร
  • การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยากขึ้น: การสร้างความผูกพันและวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งอาจต้องใช้ความพยายามและกลยุทธ์ที่แตกต่างออกไป

การทำงานแบบเข้าออฟฟิศเป็นหลัก (Office-First Hybrid)

Office-First Hybrid กำหนดให้ออฟฟิศเป็นศูนย์กลางการทำงาน โดยพนักงานส่วนใหญ่ยังคงเข้าออฟฟิศเป็นหลัก และสามารถทำงานจากที่อื่นได้ในบางโอกาส รูปแบบนี้เหมาะกับองค์กรที่ยังต้องการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด แต่ต้องการเพิ่มความยืดหยุ่นบางส่วน เพื่อรองรับลักษณะงานที่แตกต่างกัน 

ข้อดี:

  • รักษาวัฒนธรรมองค์กรได้ง่าย: การที่พนักงานส่วนใหญ่อยู่ในออฟฟิศช่วยให้การรักษาและส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรเป็นไปได้ง่ายกว่า
  • การสื่อสารและทำงานร่วมกันแบบตัวต่อตัว: มีโอกาสในการสื่อสารและทำงานร่วมกันแบบเห็นหน้ากันบ่อยครั้ง ซึ่งช่วยลดความเข้าใจผิดและเพิ่มประสิทธิภาพ
  • การเข้าถึงทรัพยากรในออฟฟิศ: พนักงานสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ เครื่องมือ หรือทรัพยากรเฉพาะที่อยู่ในออฟฟิศได้สะดวก

ข้อจำกัด:

  • ความยืดหยุ่นที่จำกัด: พนักงานได้รับความยืดหยุ่นน้อยกว่ารูปแบบ Hybrid อื่น ๆ ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานที่ต้องการ Work-Life Balance สูง
  • ต้นทุนสำนักงานสูง: องค์กรยังคงมีต้นทุนในการดูแลพื้นที่สำนักงานขนาดใหญ่
  • อาจไม่ดึงดูด Talent ที่ต้องการ Remote Work: อาจพลาดโอกาสในการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถซึ่งต้องการรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นกว่า

Hybrid Working มีประโยชน์อย่างไรบ้าง?

ทำงานแบบ Hybrid

การเปลี่ยนผ่านจากการนั่งทำงานประจำที่ออฟฟิศ สู่โมเดลการทำงานแบบ Hybrid Working ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นการปรับโครงสร้างที่สร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมุมของผู้ประกอบการและตัวพนักงานเอง เมื่อข้อจำกัดเรื่องสถานที่ถูกทลายลง ศักยภาพในการสร้างสรรค์ผลงานก็ถูกปลดล็อกตามไปด้วย ลองมาดูกันว่าการทำงานลักษณะนี้ มอบคุณค่าอะไรให้กับองค์กรบ้าง 

  • เพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน พนักงานสามารถเลือกสถานที่ทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะงานในแต่ละช่วงเวลา 
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสมาธิในการทำงาน โดยลดข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมแบบเดิม 
  • ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางของพนักงาน
  • ส่งเสริมสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว (Work-Life Balance)
  • ช่วยให้องค์กรบริหารและลดต้นทุนด้านพื้นที่สำนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สนับสนุนการดึงดูดและรักษาบุคลากรคุณภาพในระยะยาว
  • เพิ่มความพึงพอใจและแรงจูงใจในการทำงานของพนักงาน
  • รองรับการทำงานร่วมกันผ่านเครื่องมือดิจิทัลและระบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

ข้อจำกัดของการทำงานแบบ Hybrid Working ที่ควรรู้

แม้ Hybrid Working จะมีข้อดีมากมาย แต่หากขาดการวางแผนและเครื่องมือรองรับที่ดี ก็อาจสร้างปัญหาตามมาได้เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารและหัวหน้าทีมต้องเตรียมรับมือ คือการรักษามาตรฐานการทำงานและความสัมพันธ์ของคนในทีม ท่ามกลางระยะห่างทางกายภาพ ซึ่งความท้าทายหลัก ๆ ที่มักพบเจอ ได้แก่ 

  • การสื่อสารภายในทีมอาจไม่ต่อเนื่องเท่าการทำงานในออฟฟิศ
  • อาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์
  • การติดตามและประเมินผลการทำงานต้องอาศัยเครื่องมือและกระบวนการที่ชัดเจนมากขึ้น 
  • ความรู้สึกเชื่อมโยงกับทีมและองค์กรอาจลดลง เมื่อไม่ได้พบปะกันอย่างสม่ำเสมอ 
  • การจัดตารางประชุมให้สอดคล้องกันอาจทำได้ยาก โดยเฉพาะทีมที่มีเวลาการทำงานแตกต่างกัน 
  • ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตที่มีความเสถียรภาพ
  • ลักษณะงานบางประเภทอาจไม่เหมาะกับการทำงานแบบ Hybrid
  • เส้นแบ่งระหว่างเวลางานและเวลาส่วนตัวอาจไม่ชัดเจน

Hybrid Working ต่างจาก Work from Home อย่างไร?

Hybrid Working และ Work from Home (WFH) เป็นรูปแบบการทำงานที่มีความยืดหยุ่นเหมือนกัน แต่มีแนวทางการใช้งานที่แตกต่างกัน โดย Hybrid Working จะผสมผสานระหว่างการทำงานในออฟฟิศและการทำงานจากที่อื่น ขณะที่ Work from Home จะเน้นการทำงานจากบ้านเป็นหลัก สามารถสรุปความแตกต่างได้ดังตารางด้านล่าง 

หัวข้อเปรียบเทียบHybrid WorkingWork from Home (WFH)
ความหมายการทำงานแบบผสมผสานระหว่างเข้าออฟฟิศและทำงานจากสถานที่อื่นการทำงานจากที่บ้านเป็นหลัก โดยไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศเป็นประจำ 
สถานที่ทำงานสลับระหว่างออฟฟิศ บ้าน หรือสถานที่ทำงานทางเลือกอื่น ทำงานจากที่บ้านเป็นหลัก 
การพบปะทีมยังมีโอกาสพบทีมที่ออฟฟิศตามวันที่กำหนดหรือเมื่อจำเป็น พบปะทีมผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก
การสื่อสารผสมผสานทั้งการสื่อสารออนไลน์และการสื่อสารแบบพบหน้าเน้นการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก
ความเหมาะสมของงานเหมาะกับงานที่ต้องมีทั้งช่วงเวลาทำงานร่วมกันและช่วงเวลาที่ต้องใช้สมาธิ เหมาะกับงานที่สามารถทำคนเดียวได้เป็นหลัก และไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่สำนักงาน
การจัดการองค์กรต้องวางแผนตารางเข้าออฟฟิศ การใช้พื้นที่และการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบต้องมีระบบบริหารทีมระยะไกล เครื่องมือสื่อสาร และการติดตามงานที่ชัดเจน 

องค์กรควรเตรียมตัวอย่างไรสำหรับ Hybrid Working

hybrid work is

การเปลี่ยนผ่านสู่ Hybrid Working ที่มีประสิทธิภาพนั้น องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างพื้นฐานและทัศนคติในการทำงานใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานแบบไร้รอยต่อ นี่คือ 3 เสาหลักที่ต้องให้ความสำคัญ 

ปรับรูปแบบออฟฟิศให้รองรับการทำงานแบบ Hybrid Working

องค์กรควรออกแบบสำนักงานให้มีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์และใช้เฟอร์นิเจอร์ออฟฟิศที่รองรับ Hybrid Working มากขึ้น เช่นการจัด Flexible Workspace หรือ Hot Desk ที่พนักงานสามารถเลือกโต๊ะสำนักงานและที่นั่งได้ตามความเหมาะสม รวมถึงเพิ่มพื้นที่สำหรับการทำงานร่วมกัน (Collaboration Space) เพื่อช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมการทำงานที่ช่วยส่งเสริม Productivity ของทีมยิ่งขึ้น

เลือกใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีให้เหมาะกับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป

Hybrid Working ต้องอาศัยเครื่องมือที่ช่วยให้พนักงานทำงานร่วมกันได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ออฟฟิศหรือทำงานจากระยะไกล โดยเทคโนโลยีที่องค์กรสามารถนำมาปรับใช้ได้ เช่น

  • ระบบประชุมออนไลน์ ช่วยให้พนักงานในออฟฟิศและผู้ที่ทำงานจากระยะไกลสามารถประชุม พูดคุย และนำเสนองานร่วมกันได้
  • ระบบบริหารโปรเจกต์ ช่วยแบ่งงาน กำหนดผู้รับผิดชอบ ติดตามความคืบหน้า และทำให้ทุกคนเห็นสถานะของงานตรงกัน
  • ระบบจัดเก็บเอกสารบน Cloud ช่วยให้พนักงานเข้าถึง แก้ไข และแชร์เอกสารร่วมกันได้จากหลายสถานที่ โดยไม่ต้องเก็บไฟล์ไว้เฉพาะในออฟฟิศ
  • ระบบจองโต๊ะและห้องประชุม ช่วยให้พนักงานตรวจสอบพื้นที่ว่างและวางแผนการเข้าใช้ออฟฟิศล่วงหน้า ลดปัญหาโต๊ะหรือห้องประชุมไม่เพียงพอในวันที่มีคนเข้าออฟฟิศพร้อมกัน

นอกจากนี้ การนำโซลูชันสำนักงานอัจฉริยะมาใช้ร่วมกัน ยังช่วยให้องค์กรบริหารพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในออฟฟิศให้สอดคล้องกับการใช้งานแบบ Hybrid Working ได้มากขึ้นอีกด้วย

วางนโยบายการทำงานให้ชัดเจน

การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเป็นปัจจัยสำคัญในการทำงานแบบ Hybrid เช่น การกำหนดวันเข้าออฟฟิศ การตั้งเวลาทำงานร่วมกัน (Core Hours) แนวทางการประชุม และวิธีติดตามผลการทำงาน เมื่อพนักงานมีความเข้าใจตรงกัน จะช่วยให้การทำงานเป็นระบบ ลดความสับสน และรักษาประสิทธิภาพของทีมได้อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างการนำ Hybrid Working มาใช้ในองค์กร

Hybrid Working ไม่มีรูปแบบตายตัว แต่ละองค์กรสามารถกำหนดสัดส่วนการทำงานที่ออฟฟิศและจากระยะไกลให้เหมาะกับลักษณะงาน วัฒนธรรมองค์กร และความต้องการของแต่ละทีม ตัวอย่างรูปแบบที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ เช่น

  • เข้าออฟฟิศ 2–3 วันต่อสัปดาห์ และทำงานจากระยะไกลในวันที่เหลือ โดยอาจกำหนดวันเข้าออฟฟิศร่วมกันเพื่อให้ทีมได้พบปะและทำงานร่วมกัน
  • เข้าออฟฟิศตามกิจกรรมที่จำเป็น เช่น วันที่มีประชุม ระดมความคิด พบลูกค้า หรือทำงานที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกัน
  • ปรับพื้นที่ให้รองรับการใช้งานแบบยืดหยุ่น เช่น Hot Desk ห้องประชุม ตู้เก็บเสียง และพื้นที่สำหรับทำงานร่วมกัน เพื่อให้พนักงานเลือกพื้นที่ตามกิจกรรมที่ต้องทำ
  • ให้แต่ละทีมกำหนดตารางเข้าออฟฟิศ ตามลักษณะงาน เช่น ทีมที่ต้องทำงานร่วมกันบ่อยอาจมีวันเข้าออฟฟิศร่วมกัน ขณะที่บางตำแหน่งสามารถทำงานจากระยะไกลได้มากกว่า

เช็กลิสต์ก่อนปรับองค์กรเข้าสู่ Hybrid Working

ก่อนเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน องค์กรควรประเมินทั้งลักษณะงาน เทคโนโลยี พื้นที่ และนโยบายร่วมกัน เพื่อให้ Hybrid Working สามารถนำไปใช้ได้จริง ลองเช็กความพร้อมเบื้องต้นจากคำถามเหล่านี้

  • ลักษณะงานของพนักงานสามารถทำจากระยะไกลได้มากน้อยแค่ไหน?
  • แต่ละทีมจำเป็นต้องเข้าออฟฟิศกี่วัน และควรมีวันที่เข้าพร้อมกันหรือไม่?
  • มีเครื่องมือสำหรับสื่อสาร ประชุม และติดตามงานเพียงพอหรือไม่?
  • พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลและระบบขององค์กรจากภายนอกได้อย่างปลอดภัยหรือไม่?
  • พื้นที่ออฟฟิศรองรับทั้งการทำงานส่วนตัว การประชุม และการทำงานร่วมกันหรือไม่?
  • มีแนวทางติดตามและประเมินผลการทำงานที่ชัดเจนหรือไม่?
  • มีการทดลองใช้ รับความคิดเห็นจากพนักงาน และนำข้อมูลมาปรับรูปแบบก่อนใช้งานเต็มรูปแบบหรือไม่?

หากหลายข้อยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน อาจเริ่มจากการทดลองใช้กับบางทีมหรือบางช่วงเวลาก่อน เพื่อดูว่ารูปแบบใดเหมาะกับองค์กร แล้วจึงค่อยนำไปปรับใช้ในวงกว้าง

Hybrid Working เทรนด์การทำงานแบบยืดหยุ่นที่หลายองค์กรต้องเตรียมพร้อม

บทสรุปของการทำงานแบบผสมผสาน คือการหาจุดสมดุลระหว่างเป้าหมายทางธุรกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน แม้จะมีความท้าทายในการบริหารจัดการ แต่หากองค์กรสามารถวางระบบและเลือกใช้เครื่องมือได้อย่างเหมาะสม ผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่าอย่างแน่นอน

หากองค์กรของคุณกำลังเตรียมความพร้อมสู่การทำงานแบบ Hybrid Working เราพร้อมนำเสนอโซลูชันเฟอร์นิเจอร์และการบริหารจัดการพื้นที่ทำงานที่ผสานเทคโนโลยีอย่างไร้รอยต่อ ช่วยรองรับการใช้งานจริง ทั้งพื้นที่สำหรับการทำงานร่วมกัน การประชุม การทำงานที่ต้องใช้สมาธิ และการใช้งานแบบยืดหยุ่น เพื่อให้ออฟฟิศสามารถตอบโจทย์การทำงานขององค์กรยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางต่อไปนี้

  • LINE: @rockworth
  • Facebook: Rockworth
  • Tel. 02-123-8888

คำถามที่บ่อยเกี่ยวกับ Hybrid Working

Hybrid Working ควรเข้าออฟฟิศกี่วันต่อสัปดาห์?

การเข้าออฟฟิศของการทำงานแบบ Hybrid Working ไม่ได้มีการกำหนดวันเข้าออฟฟิศแบบตายตัว โดยส่วนใหญ่แล้วองค์กรสามารถกำหนดให้เหมาะสมกับลักษณะงานและทีมได้ เช่น เข้าออฟฟิศ 2–3 วันต่อสัปดาห์ เพื่อให้ทีมได้เจอหน้าและทำงานร่วมกัน

Hybrid Working เหมาะกับธุรกิจประเภทใด?

Hybrid Working เหมาะกับธุรกิจที่มีรูปแบบการทำงานที่พึ่งพาระบบออนไลน์เป็นหลัก เช่น สาย IT และพัฒนาซอฟต์แวร์ ดิจิทัลมาร์เก็ตติงและครีเอทิฟที่ต้องใช้สมาธิคิดงาน บริการลูกค้าผ่านระบบคลาวด์ ไปจนถึงงานการเงินและที่ปรึกษาที่ทำเอกสารและประชุมออนไลน์ได้ แล้วเข้าออฟฟิศเฉพาะตอนต้องระดมไอเดียหรือพบลูกค้า

งานแบบไหนไม่เหมาะกับการทำงานแบบ Hybrid Working?

งานที่อาจไม่เหมาะกับรูปแบบ Hybrid Working คืองานที่ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทาง งานที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่จริง หรือจำเป็นต้องประสานงานแบบใกล้ชิดตลอดเวลา เช่น งานผลิต งานห้องปฏิบัติการ งานบริการลูกค้าหน้าสถานที่ หรืองานที่ต้องควบคุมกระบวนการทำงานแบบเรียลไทม์ 

Hybrid Working ใช้เครื่องมืออะไรบ้าง?

เครื่องมือที่ช่วยรองรับ Hybrid Working มีทั้งระบบประชุมออนไลน์ ระบบบริหารและติดตามโปรเจกต์ ระบบจัดเก็บเอกสารบน Cloud รวมถึงระบบจองโต๊ะและห้องประชุม เพื่อให้พนักงานสามารถสื่อสาร เข้าถึงข้อมูล และวางแผนการใช้พื้นที่ร่วมกันได้สะดวกขึ้น 

องค์กรขนาดเล็กสามารถใช้ Hybrid Working ได้หรือไม่?

องค์กรขนาดเล็กสามารถ Hybrid Working ได้เช่นกัน ไม่ได้จำกัดเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ ธุรกิจขนาดเล็กสามารถกำหนดวันเข้าออฟฟิศและรูปแบบการทำงานให้เหมาะกับจำนวนพนักงาน ลักษณะงาน และทรัพยากรที่มี โดยอาจเริ่มทดลองใช้กับบางทีมหรือบางวันก่อน แล้วจึงปรับรูปแบบจากผลการใช้งานจริง 

ควรออกแบบออฟฟิศอย่างไรให้รองรับ Hybrid Working?

ควรวางแผนพื้นที่ให้มีความยืดหยุ่น รองรับทั้งการทำงานร่วมกัน การประชุม และการทำงานที่ต้องใช้สมาธิ เช่น พื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่น โต๊ะใช้งานร่วมกัน พื้นที่ประชุมย่อย และโซนทำงานที่เงียบ รวมถึงควรจัดพื้นที่ให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามจำนวนพนักงานที่เข้าใช้งานในแต่ละวัน 

จำเป็นต้องปรับเฟอร์นิเจอร์สำนักงานเมื่อใช้การทำงานแบบ Hybrid Working ไหม?

จำเป็น เพราะ Hybrid Working ทำให้ออฟฟิศต้องรองรับรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น เฟอร์นิเจอร์สำนักงานจึงควรมีความยืดหยุ่น เคลื่อนย้ายหรือปรับเปลี่ยนได้ง่าย และรองรับทั้งการทำงานเดี่ยว การประชุม และการทำงานร่วมกันของทีม

นอกจากนี้ หากเป็นพื้นที่ที่พนักงานต้องนั่งทำงานเป็นเวลานาน อาจเลือกเก้าอี้เพื่อสุขภาพ (Ergonomic Chair) ที่สามารถปรับให้เหมาะกับสรีระของผู้ใช้งานแต่ละคนได้เพื่อให้สามารถการนั่งทำงานเป็นเวลานานมีประสิทธิภาพมากขึ้น